Apple เตรียมปรับปรุง Siri ใน iOS 27 เป็นแชทบอต AI

Apple Siri Ai Chatbot iOS 27

มีรายงานว่า Apple อยู่ระหว่างการยกเครื่อง Siri ครั้งใหญ่ในรอบหลายปี โดยเตรียมผลักผู้ช่วยเสียงให้กลายเป็นแชทบอตปัญญาประดิษฐ์เต็มรูปแบบ (AI Chatbot) ที่รองรับการสนทนาโต้ตอบอย่างเป็นธรรมชาติ รองรับคำสั่งที่ซับซ้อน และเชื่อมโยงการทำงานกับแอปในระบบปฏิบัติการได้ลึกขึ้น โดยมีเป้าหมายสำหรับการเปิดตัวบน iOS 27 ซึ่งคาดว่าอยู่ในช่วงปลายปี 2026 ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทต้องการยกระดับ Siri ให้สามารถแข่งขันกับโมเดลภาษา (LLM) ชั้นนำในตลาดเช่น ChatGPT, Gemini และ Claude พร้อมสร้างระบบ AI ที่สามารถตอบคำถาม วิเคราะห์ข้อมูล และทำงานแทนผู้ใช้ในระดับที่มากกว่าระบบผู้ช่วยเสียงแบบเดิมที่คุ้นเคย

Siri เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2011 บน iPhone 4S ในฐานะผู้ช่วยเสียงเชิงคำสั่ง เช่น ตั้งปลุก ส่งข้อความ หรือค้นหารายการพื้นฐาน แม้ในช่วงแรก Siri ถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมที่สร้างรูปแบบใหม่ของการโต้ตอบ แต่ช่วงหลายปีหลังตลาดปัญญาประดิษฐ์เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้รูปแบบผู้ช่วยเสียงแบบเก่าดูจำกัดความสามารถเมื่อเทียบกับโมเดลภาษาและระบบสนทนารุ่นใหม่

ระหว่างปี 2023–2025 ผู้ใช้เริ่มหันไปใช้แชทบอตที่สามารถตอบคำถามเชิงวิเคราะห์ เขียนโค้ด สรุปข้อมูล หรือสร้างคอนเทนต์ ซึ่งเป็นความสามารถที่เกินกว่า Siri แบบดั้งเดิม การแข่งขันในอุตสาหกรรม AI จึงบีบให้ Apple ต้องเร่งพัฒนาระบบให้ตามทันการเปลี่ยนแปลงของตลาด

iOS 27 จึงถูกคาดหมายว่าจะเป็นรุ่นที่ Apple เปลี่ยนสถานะ Siri จาก “ผู้ช่วยเสียง” ไปสู่ “ผู้ช่วย AI แบบสนทนา” ที่มีบริบท มีเหตุผล และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่าเชิงงานมากขึ้นกว่าเดิม

รายละเอียดเชิงเทคนิค

1. รองรับการสนทนาธรรมชาติแบบ AI (Conversational Interaction)

Siri รุ่นใหม่เน้นการตอบแบบต่อเนื่อง เข้าใจบริบท (Context Awareness) และสามารถเก็บประเด็นสนทนาจากประโยคก่อนหน้า เช่น ถามเรื่องหนัง แล้วตามด้วย “แล้วมีเรื่องไหนที่กำกับโดย…?” ได้โดยไม่ต้องเริ่มคำสั่งใหม่

2. ใช้โมเดลภาษา (LLM) รุ่นใหม่

Siri จะใช้โมเดลภาษาแบบ LLM ซึ่งเป็นเทคนิค AI ที่ทำให้ระบบเข้าใจข้อความ วิเคราะห์ภาษา หรือสังเคราะห์ข้อความตอบกลับได้คล้ายมนุษย์ โดยมีรายงานว่าโมเดลดังกล่าวถูกฝึกให้รองรับงานด้าน Productivity เช่น เขียนข้อความอีเมล สรุปโน้ต หรือเรียบเรียงคำตอบในระดับวิชาการ เบื้องต้นยังไม่มีการยืนยันว่าระบบจะใช้โมเดลที่พัฒนาเองทั้งหมดหรือใช้ร่วมกับผู้ให้บริการภายนอก

3. เชื่อมลึกกับระบบปฏิบัติการ (OS-Level Integration)

จุดต่างที่สำคัญของ Siri เมื่อเทียบกับแชทบอตทั่วไปคือสามารถเข้าถึงข้อมูลในเครื่องได้ เช่น ปฏิทิน รูปภาพ ข้อความ หรือโน้ต ซึ่งช่วยให้โมเดลสามารถทำงานแทนผู้ใช้ได้มากกว่า AI แบบเว็บหรือแอปทั่วไป เช่น

  • สรุปการประชุมจาก Notes
  • แนะนำตารางงานใน Calendar
  • วิเคราะห์เอกสารใน Files
  • อ่านและตอบข้อความใน Messages

4. รองรับการประมวลผลบนอุปกรณ์ (On-Device AI)

มีรายงานว่า Apple ยังยึดแนวคิด On-Device AI เพื่อลดการส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์ ช่วยเรื่องความเป็นส่วนตัว และทำให้การตอบสนองรวดเร็วขึ้น แต่บางฟีเจอร์อาจต้องใช้ Cloud Compute สำหรับงานที่ต้องใช้พลังประมวลผลสูง ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบวิธีผสมผสานที่เหมาะสม

5. รองรับการทำงานหลายบริบท (Multi-Modal)

มีการคาดการณ์ว่า Siri ใหม่อาจรองรับคำสั่งผ่านข้อมูลรูปภาพ เสียง หรือวิดีโอ โดยโมเดลหลายตัวในตลาดเริ่มรองรับความสามารถ Multi-Modal แล้ว เช่น แปลข้อความจากภาพ ประมวลผลคลิปเสียง หรือวิเคราะห์ภาพถ่าย

ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

นักวิเคราะห์มองว่าการยกเครื่อง Siri ครั้งนี้เป็นสัญญาณว่า Apple ยอมรับการเปลี่ยนรูปแบบจากผู้ช่วยเสียงไปเป็น Assistive AI ซึ่งถือเป็นหมวดใหม่ในตลาดเทคโนโลยี

ด้านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า Apple รู้ตัวว่าต้องรีบตามจังหวะตลาด AI หลังจากที่ผู้ใช้เริ่มย้ายการใช้งานไปสู่โมเดลสนทนา เช่น ChatGPT ในระดับที่สามารถทดแทนการค้นหาข้อมูล การเขียน การสรุปงาน หรือการให้คำแนะนำเชิงวิเคราะห์

อีกด้านหนึ่ง นักวิเคราะห์ด้าน UX ชี้ว่า Siri มีจุดได้เปรียบเรื่องการฝังระบบเข้ากับเครื่อง ซึ่งทำให้ AI สามารถช่วยทำงาน “แทนผู้ใช้” ได้จริง มากกว่าแค่ตอบคำถาม เช่น จัดการตาราง ส่งไฟล์ คัดข้อความ หรือเตือนงาน ซึ่งเป็นทิศทางที่แชทบอตอื่นยังเข้าไม่ถึงอย่างเต็มที่

ผลกระทบ

1. การแข่งขันด้าน AI เข้าสู่ระบบปฏิบัติการ
การเพิ่ม Siri เป็น AI ระดับ OS ทำให้ตลาดมือถือเริ่มแข่งขันที่ชั้น AI Infrastructure มากกว่าสเปกฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว

2. ผลต่อผู้ผลิตมือถือรายอื่น
หากผู้ใช้เริ่มชินกับมือถือที่มี AI ทำงานแทนได้ การแข่งขันอาจขยับสู่ยุค Mobile AI Ecosystem ซึ่งส่งผลต่อผู้ผลิต Android และอาจเร่งพัฒนา AI ฝังเครื่องเช่นกัน

3. ผลต่อแอปใน Ecosystem
นักพัฒนาอาจได้ API หรือ Framework ที่รวม AI เข้าใน Workflow ทำให้เกิดแอป Productivity และ Work Assistant ใหม่เพิ่มขึ้น

4. ความคาดหวังของผู้บริโภค
เมื่อ Siri กลายเป็น AI ผู้ใช้จะคาดหวังให้ “ฉลาดพอจะจัดการสิ่งที่มนุษย์อยากให้ทำแทน” ไม่ใช่แค่ “ทำตามคำสั่งเสียงแบบเชิงคำสั่ง” แบบเดิม ซึ่งเป็นเกณฑ์ความสำเร็จที่สูงกว่า

ทิศทางต่อไป

ตลาดคาดว่า Apple จะเดินไปในทิศทางต่อไปนี้:

1. ใช้ AI แบบ Personal Context
ผู้ช่วย AI ในอนาคตจะรู้จักบริบทชีวิตของผู้ใช้ เช่น ตารางงาน ความชอบ ข้อมูลในระบบ และความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ผู้ช่วยเสียงแบบเก่าไม่เคยมี

2. ผลักดัน On-Device Compute
Apple อาจผลักการประมวลผลไปที่ชิปตระกูล A และ M รุ่นใหม่ เพื่อสร้าง利จุดขายด้านความเป็นส่วนตัวและ Latency ต่ำ

3. Ecosystem AI แบบครบวงจร
เมื่อ iPhone รองรับ AI แพลตฟอร์ม Mac, Vision Pro และ iPad ก็มีแนวโน้มจะใช้ความสามารถร่วมกัน ทำให้ผู้ใช้ข้ามอุปกรณ์ได้ลื่นขึ้น

สรุป

การปรับ Siri ใน iOS 27 เป็นแชทบอต AI ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ Apple จากระบบผู้ช่วยเสียงสู่ระบบ AI ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และโต้ตอบอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นสัญญาณว่าผู้ช่วยดิจิทัลกำลังพัฒนาเป็น AI ที่ทำงานแทนมนุษย์ในระดับ Tasks มากขึ้น ไม่ใช่แค่ตอบคำถามแบบสั้น ๆ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่า AI กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการโดยตรง ซึ่งอาจเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานมือถือในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

หาก Siri กลายเป็น AI แบบเต็มตัว คุณคิดว่าผู้ใช้จะยอมให้ AI เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวมากขึ้นหรือไม่ และผู้ช่วย AI จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในระดับใด?

Report Broken Link×