Samsung เตรียมเปิดตัว Galaxy S26 พร้อมฟีเจอร์ AI ใหม่

Samsung Galaxy S26 AI

มีรายงานว่า Samsung อยู่ระหว่างเตรียมเปิดตัวสมาร์ตโฟนตระกูล Galaxy S26 พร้อมฟีเจอร์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) รูปแบบใหม่ โดยคาดว่าจะมีการปรับปรุงด้านการประมวลผลภาพ การแปลภาษา และการจัดระเบียบข้อมูล รวมถึงใช้ชิปประมวลผลที่ออกแบบมาให้รองรับการทำงานด้าน AI โดยเฉพาะ กระแสดังกล่าวสะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนที่หันมาเน้น “AI-first” มากขึ้น

ทิศทางตลาดสมาร์ตโฟนในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านสเปกฮาร์ดแวร์ เช่น กล้อง หน่วยความจำ หรือจอภาพ ไปสู่การแข่งขันด้านซอฟต์แวร์และ AI มากขึ้น โดยเฉพาะหลังช่วงปี 2023–2025 ที่ AI ขยายตัวจากเครื่องมือเฉพาะกลุ่มมาสู่ฟีเจอร์ใช้งานระดับผู้บริโภค (Consumer AI) เช่น การสรุปข้อความ การแก้ไขภาพ การแปลภาษา หรือการสั่งงานผ่านภาษาธรรมชาติ (Natural Language Interface) ซึ่งลดความซับซ้อนในการใช้งานเทคโนโลยี

ตระกูล Galaxy S ของ Samsung ถือเป็นหนึ่งในโมเดลที่ถูกจับตามองในหมวด “AI Smartphone” โดยก่อนหน้านี้ Galaxy S24 series เคยเปิดตัวฟีเจอร์ด้าน Generative AI เช่น การสรุปหน้าเว็บ การปรับภาพ และการแปลสนทนาแบบเรียลไทม์ ทำให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า Galaxy S26 จะสานต่อแนวคิดดังกล่าว พร้อมยกระดับความสามารถด้าน AI ให้ลึกขึ้นในระดับระบบปฏิบัติการ (System-level AI Integration)

รายละเอียดเชิงเทคนิค

ชิปประมวลผล: มีรายงานว่า Galaxy S26 อาจใช้ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพด้าน AI/ML (Machine Learning) ผ่านชุดประมวลผลเฉพาะที่เรียกว่า NPU (Neural Processing Unit) ซึ่งออกแบบมาเพื่อรันงาน AI โดยใช้พลังงานต่ำกว่าการรันบน CPU ทั่วไป ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ยืนยัน แต่สอดคล้องกับทิศทางผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายอื่นที่เสริมความสามารถของ NPU เพื่อรองรับงาน Generative AI แบบ On-device (ประมวลผลบนเครื่อง)

ระบบประมวลผลภาพ: ฟีเจอร์ด้านกล้องคาดว่าจะเพิ่มเติม AI ในการประมวลผลภาพ (Computational Photography) เช่น การลด Noise ในภาพกลางคืน การปรับความคมชัดแบบอัตโนมัติ และการตรวจจับวัตถุเพื่อจัดโฟกัสได้แม่นขึ้น ทั้งนี้แนวคิด Computational Photography หมายถึงการใช้ซอฟต์แวร์ร่วมกับเซนเซอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของภาพเกินกว่าความสามารถดั้งเดิมของเลนส์

การแปลภาษาแบบเรียลไทม์: มีรายงานจากสื่อเทคต่างประเทศว่า Samsung อาจเพิ่มโหมด Translation Assistant ใหม่ที่สามารถแสดงบทสนทนาแบบสองภาษา และทำงานแบบ Offline ได้บางส่วน ซึ่งสะท้อนความพยายามลดการพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์ภายนอกเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวและความเร็วในการตอบสนอง

การจัดการข้อมูลอัจฉริยะ: ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยันระบุว่า Galaxy S26 อาจมี AI ที่ช่วยจัดหมวดหมู่ไฟล์ รูปภาพ และข้อความ รวมถึงสรุปข้อมูลจากการสนทนาหรือการประชุม (Meeting Summary) ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ผู้ใช้งานองค์กรเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น

ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย: เทรนด์ AI-first ทำให้ประเด็น Data Privacy กลับมาถูกพูดถึง โดยคาดว่า Samsung จะเน้นการประมวลผลแบบ On-device เพื่อลดการส่งข้อมูลไปยังคลาวด์ ซึ่งอาจช่วยตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่กังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล

ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

นักวิเคราะห์ในวงการสมาร์ตโฟนมองว่าการนำ AI เข้ามาเป็นแกนพัฒนาของ Galaxy S26 เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับแนวโน้มตลาด ความแตกต่างจะอยู่ที่ว่า Samsung จะเลือกให้ AI อยู่ในระดับ “ฟีเจอร์เสริม” หรือกลายเป็น “แกนหลักของ UX” ที่ปรับโครงสร้างการใช้งานสมาร์ตโฟนแบบเดิม

ผู้เชี่ยวชาญบางรายระบุว่า ความท้าทายของ “AI Smartphone” ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของโมเดล AI แต่อยู่ที่ Integration หรือการผสานเข้ากับระบบปฏิบัติการและฮาร์ดแวร์ ทำอย่างไรให้ประสบการณ์ใช้งานราบรื่น ใช้พลังงานน้อย และไม่สะดุดในกรณี Offline

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ AI สามารถสร้างรูปแบบ Differentiation (ความแตกต่าง) ให้กับตลาดสมาร์ตโฟนที่เคยแข่งขันด้านสเปกจนเริ่มอิ่มตัว ผู้ผลิตหลายรายเริ่มหันไปใช้ AI เป็นจุดสร้างมูลค่า และผลักตลาดเข้าสู่ยุค Utility AI — AI ที่ใช้งานจริง ไม่ใช่เพียงเดโมสำหรับโชว์

ผลกระทบ

หาก Galaxy S26 มาพร้อมฟีเจอร์ AI ที่ใช้ได้จริงและจับต้องได้ มีโอกาสจะขยายฐานผู้ใช้งานได้ทั้งในตลาดพรีเมียมและตลาดองค์กร โดยเฉพาะในแง่ Productivity เช่น การสรุปข้อมูลอัตโนมัติ หรือการจัดการงานเชิงธุรกิจ

ในมุมการแข่งขัน ตลาดสมาร์ตโฟนระดับไฮเอนด์กำลังถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่

  1. กลุ่มที่เน้นฮาร์ดแวร์ดั้งเดิม: กล้อง ประสิทธิภาพ จอภาพ ความทนทาน
  2. กลุ่มที่เน้น AI-first: ประสบการณ์การใช้งาน การเรียนรู้พฤติกรรม และการปรับแต่งเชิงซอฟต์แวร์

การมาของ Galaxy S26 อาจผลักให้ผู้ผลิตรายอื่นเร่งเพิ่ม AI ลงในผลิตภัณฑ์ของตัวเองมากขึ้น ทั้งในระดับเครื่องแฟล็กชิปและระดับกลาง (Mid-range)

ทิศทางต่อไป

อุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนกำลังมุ่งไปสู่ยุคการประมวลผลแบบ Hybrid AI — ผสมระหว่าง Cloud AI และ On-device AI เพื่อบาลานซ์ประสิทธิภาพ ความเร็ว และความเป็นส่วนตัว การเปลี่ยนผ่านนี้จะทำให้ชิปประมวลผลรุ่นใหม่ต้องออกแบบโดยคำนึงถึงงาน Machine Learning และ Multimodal (การประมวลผลข้อมูลหลายประเภท เช่น ภาพ เสียง ข้อความ พร้อมกัน)

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าอนาคตของสมาร์ตโฟนจะผูกกับ AI Agent ที่สามารถทำงานเชิงรุก เช่น จัดตารางนัดหมาย แจ้งเตือนข้อมูลที่สำคัญ หรือประมวลข้อมูลสุขภาพเพื่อให้คำแนะนำเชิงวิเคราะห์ (ยังไม่ยืนยันว่าฟีเจอร์ลักษณะนี้จะอยู่ใน Galaxy S26 หรือไม่)

สรุป

Galaxy S26 ถือเป็นหนึ่งในโมเดลที่ถูกจับตาว่าจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง AI Smartphone ในปีต่อไป แม้ข้อมูลหลายอย่างยังอยู่ในระดับข่าวและการคาดการณ์ แต่ภาพรวมสะท้อนว่าสมาร์ตโฟนกำลังย้ายจากการแข่งขันด้านฮาร์ดแวร์ไปสู่การแข่งขันด้าน AI และประสบการณ์ที่ให้กับผู้ใช้มากขึ้น

คำถามที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้งานจะยอมรับความเปลี่ยนแปลงสู่สมาร์ตโฟนที่ขับเคลื่อนด้วย AI แค่ไหน และ AI จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสมาร์ตโฟนทุกระดับราคาหรือไม่ในระยะ 2–3 ปีข้างหน้า

ถ้าจะเอาไปแยกเป็น Prompt แบบ “คำสั่ง” สำหรับเขียนบทความหรือทำ Key

Report Broken Link×