Wi-Fi 8 มาไว เน้นความเร็วและความเสถียรขึ้น วงการสื่อสารไร้สายเตรียมเข้าสู่ยุคใหม่

Wifi8 Faster Stable Next Gen Wireless

แม้ Wi-Fi 7 เพิ่งเริ่มเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ในอุปกรณ์กลุ่มเรือธง แต่มีรายงานจากวงการเครือข่ายไร้สายว่ามาตรฐานถัดไปอย่าง Wi-Fi 8 กำลังถูกร่างสเปกและพัฒนาอย่างเร่งในองค์กรที่กำหนดมาตรฐานระดับโลก โดยคาดว่ามาตรฐานใหม่นี้จะเน้นด้านความเร็ว การรองรับอุปกรณ์จำนวนมากขึ้น และความเสถียรในการใช้งานจริง ทั้งในบ้าน ออฟฟิศ และภาคอุตสาหกรรม

มาตรฐาน Wi-Fi มีการพัฒนาต่อเนื่องจาก 802.11n → ac → ax (Wi-Fi 6) → be (Wi-Fi 7) โดยมีช่วงเวลาห่างกันประมาณ 4–5 ปี แต่วงการเครือข่ายไร้สายในช่วงหลังขยับตัวเร็วขึ้น เนื่องจากความต้องการของอุปกรณ์ IoT, AR/VR, การสตรีมภาพความละเอียดสูง และการประมวลผลแบบ Edge Computing และ AI ที่ต้องการ Latency ต่ำ

Wi-Fi 7 ถือเป็นมาตรฐานแรกที่รองรับแบนด์วิดท์สูงระดับหลายสิบกิกะบิตต่อวินาทีในสถานการณ์อุดมคติ แต่ Wi-Fi 8 ถูกคาดว่าจะยกระดับให้เข้าใกล้ประสบการณ์ระดับสายเคเบิลเครือข่ายขององค์กร ทั้งในด้าน Latency และความเสถียร

รายละเอียดเชิงเทคนิค

มาตรฐาน 802.11bn (ยังไม่ยืนยัน)

ตามข้อมูลเบื้องต้น กลุ่มมาตรฐาน Wi-Fi 8 มีรายงานว่ามีชื่อทางเทคนิคว่า 802.11bn ซึ่งเป็นช่วงต้นของการร่างสเปก (Draft Stage) โดยยังต้องผ่านขั้นตอนทั้งด้านเทคนิค การทดสอบ และการถกเถียงในวงอุตสาหกรรม

ปัจจัยเด่นที่คาดว่าจะมากับ Wi-Fi 8

1. ความเร็วสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
มีรายงานว่า Wi-Fi 8 อาจรองรับความเร็วรวมสูงกว่าหลายสิบกิกะบิตต่อวินาที แต่ตัวเลขจริงยังไม่ยืนยัน เนื่องจากต้องขึ้นกับจำนวนช่องสัญญาณ (Channel) และการ Modulation ที่ใช้

2. Multi-Link Intelligence
รวมหลายลิงก์ช่องสัญญาณเข้าด้วยกันแบบอัจฉริยะมากขึ้น คล้าย Wi-Fi 7 แต่มีระดับ Dynamic Switching ที่ละเอียดกว่า เพื่อให้ลดปัญหาสัญญาณชนกันในสภาพแวดล้อมที่มีอุปกรณ์เยอะ เช่น คอนโดหรือออฟฟิศ

3. Uplink ที่เสถียรมากขึ้น
Wi-Fi เดิมมักเน้น Downlink (ฝั่งรับข้อมูล) แต่การใช้งานยุค AI/Cloud/AR ต้องการ Uplink ที่ดีขึ้น เช่น การอัปโหลดภาพ/วิดีโอ หรือข้อมูลเรียลไทม์จากอุปกรณ์ IoT และ Edge Device

4. Enhanced QoS (Quality of Service)
QoS ใน Wi-Fi 8 คาดว่าจะละเอียดระดับ Application เช่น แยกการสตรีมวิดีโอจากข้อมูลเกม หรือการประชุมออนไลน์กับข้อมูลกล้อง AR เพื่อหลีกเลี่ยง Latency ที่ไม่จำเป็น

5. รองรับ Edge & AI Device
แนวคิดใหม่คือให้เครือข่ายไร้สายทำงานร่วมกับ Edge Computing เช่น อุปกรณ์ AI ที่ประมวลผลในพื้นที่แบบ On-Device แทนที่จะวิ่งขึ้น Cloud ตลอดเวลา

ช่วงความถี่ (Band)

ปัจจุบันมีแนวโน้มว่า Wi-Fi 8 จะใช้ทั้ง 2.4GHz + 5GHz + 6GHz แบบรวมกัน แต่มีรายงานว่ากลุ่มกำกับดูแลบางประเทศกำลังศึกษา 7GHz หรือสูงกว่า สำหรับอนาคต (ยังไม่ยืนยัน)

Latency ต่ำระดับ Real-time

การออกแบบ Wi-Fi 8 มีเป้าหมายลด Latency ในระดับมิลลิวินาที (ตัวเลขยังไม่ยืนยัน) เพื่อรองรับแอปพลิเคชัน เช่น

  • AR/VR
  • XR (Extended Reality)
  • เกม Competitive
  • Remote Robot Control
  • AI Model Execution

ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายมองว่าความเร็วสูงขึ้นของ Wi-Fi ยุคใหม่ไม่ใช่แค่เรื่อง “ดาวน์โหลดไวกว่าเดิม” แต่เป็นเรื่องความเสถียรในการรองรับงานหลายประเภทพร้อมกัน เช่น บ้านที่มีอุปกรณ์ IoT นับสิบชิ้น หรือโรงงานที่มีระบบเซ็นเซอร์แบบเรียลไทม์

นักวิเคราะห์ตลาดยังชี้ว่าอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ยุคที่ Wi-Fi ต้องแข่งขันกับ 5G/6G ซึ่งต้องตอบคำถามว่าใครจะเป็นเครือข่ายหลักสำหรับบ้านและออฟฟิศในอนาคต ระหว่าง Wi-Fi หรือ Cellular เนื่องจากทั้งสองต่างขยับเข้าใกล้กันทั้งในด้าน Latency และ Bandwidth

ผู้เชี่ยวชาญด้าน AR/VR เสริมว่ามาตรฐานใหม่ต้องตอบโจทย์ “ความต่อเนื่องภาพ” ไม่ใช่แค่ความเร็ว เช่น ความลื่นไหลของ Head Tracking หาก Latency แค่ไม่กี่มิลลิวินาทีก็อาจทำให้ประสบการณ์เสียได้

ผลกระทบ

การมาถึงของ Wi-Fi 8 อาจกระทบหลายอุตสาหกรรม ได้แก่:

1. ผู้ผลิต Router และ Access Point
ต้องเตรียมการออกแบบฮาร์ดแวร์ที่รองรับแถบความถี่สูงขึ้นและ Multi-Link Intelligence ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุน

2. ตลาด IoT และ Smart Home
ต้องใช้งาน Wi-Fi เป็นโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม AI Home เช่น กล้องอัจฉริยะ ระบบประสานงานในบ้าน หรือหุ่นยนต์ผู้ช่วยในอนาคต

3. ตลาด AR/VR และ XR
เป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจาก Latency ต่ำ เนื่องจากถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันยุค Wi-Fi 8

4. องค์กรและโรงงาน
อุตสาหกรรม Manufacturing ที่เข้าสู่ยุค Industry 5.0 อาจใช้ Wi-Fi แทนสาย LAN ในบางส่วนเพื่อลดความแข็งตัวของระบบ

ทิศทางต่อไป

นักวิเคราะห์ประเมินว่า Wi-Fi 8 จะเข้าสู่ตลาดวงจำกัดภายในปี 2026–2027 (ยังไม่ยืนยัน) และเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคเต็มรูปแบบประมาณ 2028–2029 (ยังไม่ยืนยัน) เนื่องจากต้องผ่านการรับรองมาตรฐานและวงจรผลิตฮาร์ดแวร์หลายขั้นตอน

อีกด้านหนึ่ง ตลาดอุปกรณ์สมาร์ทโฟนและโน้ตบุ๊กอาจเป็นกลุ่มแรกที่รองรับ เพราะมีวงจรอัปเกรดเร็วกว่าอุตสาหกรรมบ้าน/องค์กร

สรุป

แม้ Wi-Fi 7 จะยังใหม่ แต่ Wi-Fi 8 ถูกมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะไม่ได้เพิ่มความเร็วอย่างเดียว แต่ยกระดับ “ความเสถียร + Latency + การรองรับอุปกรณ์จำนวนมาก” เพื่อเข้าสู่ยุค AI, IoT, AR/VR และอุตสาหกรรม 5.0 ซึ่งกำลังใช้เครือข่ายเป็นรากฐานสำคัญ

เมื่อ Wi-Fi 8 ใกล้เข้ามาและ Cellular กำลังก้าวสู่ยุค 6G คำถามคือ ในอนาคตเครือข่ายในบ้านและออฟฟิศจะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใดเป็นหลัก หรืออาจเป็นการอยู่ร่วมกันในรูปแบบใหม่?

Report Broken Link×