
Microsoft เตรียมปรับ Windows 11 ให้ File Explorer ใช้แรมน้อยลง

มีรายงานจากผู้ทดสอบรุ่นพรีวิวของ Windows 11 ว่า Microsoft กำลังปรับปรุงการทำงานของ File Explorer เพื่อให้กินหน่วยความจำ (RAM) น้อยลง โดยเฉพาะในกรณีที่เปิดหน้าต่างหลายอันพร้อมกัน หรือใช้งานบนเครื่องที่มีทรัพยากรจำกัด ฟีเจอร์นี้สะท้อนแนวทางของ Microsoft ที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและการใช้ทรัพยากรของระบบปฏิบัติการมากขึ้น หลังจากที่มีเสียงบ่นจากผู้ใช้งานในช่วงปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการใช้ RAM สูงของ File Explorer เมื่อเทียบกับ Windows รุ่นก่อน
File Explorer ถือเป็นโปรแกรมหลักของ Windows ที่มีมาตั้งแต่ยุค Windows 95 ทำหน้าที่จัดการไฟล์และโฟลเดอร์ในเครื่อง รวมถึงเชื่อมต่อกับ Storages และ Cloud เช่น OneDrive ในช่วง Windows 10 และ Windows 11 File Explorer ได้ถูกเพิ่มฟีเจอร์มากขึ้น เช่น Quick Access, Tab, Context Menu แบบใหม่ และระบบ Search ที่เชื่อม Bing ทำให้มีการเรียกใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นตาม
ผู้ใช้งานบางส่วนระบุว่า เมื่อเปิดหลายหน้าต่างและทำงานร่วมกับแอปอย่าง IDE, Browser หรือ Gaming จะรู้สึกว่าระบบเริ่มช้าหรือเกิดการสลับหน้าต่างสะดุด โดยเฉพาะบนเครื่องที่มี RAM 8GB หรือต่ำกว่า
รายละเอียดเชิงเทคนิค
โครงสร้างสถาปัตยกรรมของ File Explorer
ใน Windows 11 ตัว File Explorer ทำงานร่วมกับโมดูล SystemUI หลายส่วน เช่น
- Shell (ระบบจัดการ Desktop)
- Explorer Runtime
- Search Host
- Context Host
- Thumbnail Cache
- Cloud Integration (OneDrive/SharePoint)
การรวมองค์ประกอบจำนวนมากส่งผลให้เมื่อเปิดหลายหน้าต่างพร้อมกัน File Explorer มีโอกาสใช้หน่วยความจำมากกว่าสมัย Windows 7 หรือ 8 ที่มีองค์ประกอบเรียบง่ายกว่า
แนวทางการลด RAM ที่คาดว่าจะถูกนำมาใช้
1. Process Isolation (การแยกโปรเซส)
มีรายงานว่า Microsoft อาจแยกฟีเจอร์บางส่วนออกจากโปรเซสหลัก เช่น การแสดงรูปตัวอย่าง (Thumbnail) หรือ History เพื่อไม่ให้กิน RAM ตลอดเวลา
2. Lazy Loading (โหลดเมื่อใช้งานจริง)
ระบบอาจโหลดโมดูลเสริม เช่น Cloud Sync หรือ Search Index เฉพาะเวลาที่มีการเรียกใช้งาน
3. Cache Optimization (จัดการแคชใหม่)
Thumbnail Cache และ Navigation Cache เคยเป็นต้นเหตุการใช้ RAM สูงในบางกรณี เช่น โฟลเดอร์รูปภาพจำนวนมาก การปรับ Cache Strategy ช่วยลดการโหลดซ้ำที่ไม่จำเป็น
4. Aggressive Deallocation (คืนหน่วยความจำเร็วขึ้น)
บางโมดูลอาจคืน RAM หลังปิดหน้าต่างแทนที่จะเก็บไว้เพื่อ “ตอบสนองเร็ว” แบบรุ่นเก่า
โจทย์ของ Microsoft
Microsoft ต้องบาลานซ์ระหว่าง
- ความลื่นไหล (Responsiveness)
- การใช้ RAM ต่ำ
- ความเสถียรในการใช้งานจริง
เพราะถ้าลด RAM มากเกินไปแต่แอปกระตุก ผู้ใช้จะไม่พอใจเช่นกัน
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ
นักเทคนิคบางรายมองว่าการใช้ RAM สูงของ Windows 11 เป็นผลจากยุคที่แอปต้องทำงานกับ Cloud และ AI มากขึ้น ไม่ใช่ปัญหาเชิงออกแบบเพียงอย่างเดียว เช่น Search ที่เชื่อมออนไลน์ ระบบ Index หรือการ Sync ไฟล์ ทำให้การใช้ RAM สูงบางส่วนเป็น “ความตั้งใจ”
ผู้เชี่ยวชาญด้าน UX ยังเสริมว่าการเพิ่มฟีเจอร์ เช่น Tab ใน File Explorer ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องต่อประสบการณ์ผู้ใช้ แต่ต้องจ่ายต้นทุนด้านทรัพยากร ซึ่งเป็นเหตุผลที่อุปกรณ์ RAM 8GB เริ่มถูกมองว่าไม่เพียงพอสำหรับผู้ใช้สาย Productivity
ด้านอุตสาหกรรมมีการพูดถึง “Working Memory Budget” ของแอปใน Windows 11 ที่สูงขึ้นกว่า Windows 10 เพราะมี Layer ด้านความปลอดภัยและ Virtualization มากขึ้น เช่น Memory Integrity หรือ Sandboxing
ผลกระทบ
ผู้ใช้ทั่วไป:
หากการลด RAM สำเร็จ จะทำให้เครื่องระดับกลางอยู่ได้นานขึ้น ไม่ต้องรีบอัปเกรดเครื่องหรือเพิ่ม RAM
ตลาดโน้ตบุ๊ก:
ถ้า Windows 11 ปรับประสิทธิภาพดีขึ้น ผู้ผลิตอาจออกเครื่อง RAM 8GB รุ่นประหยัดพร้อม Windows 11 ได้มากขึ้น ลดปัญหาต้นทุน และช่วยตลาดราคาต่ำ-กลาง ซึ่งเติบโตได้ดีในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
ผู้ใช้งานองค์กร:
องค์กรที่ใช้งานเอกสารและระบบภายในจำนวนมาก จะได้ประโยชน์เพราะ File Explorer เป็นจุดใช้งานหลักใน Workflow เช่น เปิดไฟล์บริษัท, แชร์โฟลเดอร์, Sync งาน
นักพัฒนา:
นักพัฒนาซอฟต์แวร์จะสามารถทำงานร่วมกับ File Dialog หรือ File Management ได้เร็วขึ้นโดยไม่กินทรัพยากรแอปอื่นที่ใช้อยู่
ทิศทางต่อไป
มีรายงานว่า Microsoft กำลังทดสอบแนวทางการเพิ่ม AI Processing เข้าไปใน Windows 11 เช่น Copilot และระบบค้นหาขั้นสูง ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มในบางกรณี การลด RAM ของ File Explorer จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของการ “หาที่ว่าง” ให้ AI ในระบบปฏิบัติการ
อีกมุมหนึ่งคือการเตรียมข้ามไปสู่ Windows 12 (ยังไม่ยืนยัน) ที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดว่า จะออกแบบมาให้รองรับ AI เป็นแกนหลักมากขึ้น หากมีการย้ายภาระงานบางอย่างไปฝั่ง AI ก็ต้องลดภาระส่วนเก่าเพื่อไม่ให้ระบบหนักจนเกินไป
สรุป
การปรับให้ File Explorer ใช้ RAM น้อยลงเป็นสัญญาณว่า Microsoft ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพที่จับต้องได้ของผู้ใช้จริง ไม่ใช่แค่เพิ่มฟีเจอร์ต่อเนื่องเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังสะท้อนภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมว่า ระบบปฏิบัติการยุคใหม่ต้องจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาดเพื่อเตรียมรับงาน AI, Cloud และ Productivity รุ่นใหม่



